ประเทศไทยบันทึกดุลการค้าติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายน 2026 ที่ระดับประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี

การนำเข้าเพิ่มขึ้นแรงจากหลายปัจจัย

มูลค่าการนำเข้าของไทยในเดือนเมษายนพุ่งสูงขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไปแตะระดับ 41,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มขึ้นครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงสินค้าทุนและพลังงานที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการผลิต

ตัวเลขดุลการค้าติดลบครั้งนี้สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างการส่งออกและการนำเข้าที่ขยายตัวในอัตราที่แตกต่างกัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าเงินบาท

  • แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจากความต้องการดอลลาร์สหรัฐเพื่อชำระค่านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น
  • สะท้อนความต้องการภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต
  • ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในประเทศ
  • เงินสำรองระหว่างประเทศอาจได้รับผลกระทบหากแนวโน้มดุลการค้าติดลบยังคงต่อเนื่อง
  • ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกต้องได้รับการเสริมสร้างเพื่อปรับสมดุล

นักวิเคราะห์มองว่าดุลการค้าติดลบในระดับนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทในระยะสั้น โดยเฉพาะหากแนวโน้มการนำเข้าที่เพิ่มสูงยังคงดำเนินต่อไปในเดือนถัดไป อย่างไรก็ตาม หากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเป็นไปเพื่อสนับสนุนการผลิตเพื่อการส่งออก อาจเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะกลาง

สำหรับนักเทรดควรติดตามข้อมูลดุลการค้าในเดือนถัดไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อทิศทางของค่าเงินบาทและดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3260664/record-april-trade-deficit-as-imports-rise-sharply)