หน่วยงานกำกับดูแลภาคประกันภัยของไทยออกมาเตือนว่า สถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในประเทศไทยตลอดปีนี้ โดยปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับค่าใช้จ่ายในการทำรีประกันภัยที่เพิ่มขึ้น และความผันผวนในตลาดการเงินที่รุนแรงขึ้น
แรงกดดันจากสงครามส่งผลหลายด้าน
สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางได้สร้างผลกระทบแบบลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมประกันภัยไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการพุ่งสูงของราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทประกันเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่บริษัทรีประกันภัยทั่วโลกปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ความผันผวนในตลาดการเงินที่เกิดจากสถานการณ์สงครามยังส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทประกันภัย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากเบี้ยประกัน การที่ตลาดหุ้นและตราสารหนี้มีความผันผวนสูงทำให้บริษัทประกันต้องบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ปัจจัยกดดันการเติบโตของเบี้ยประกัน
- ราคาพลังงานพุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลาง กดดันต้นทุนดำเนินงาน
- ค่ารีประกันภัยเพิ่มขึ้นจากการประเมินความเสี่ยงใหม่ของบริษัทรีฯ ทั่วโลก
- ความผันผวนของตลาดการเงินส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุน
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกระทบกำลังซื้อและความต้องการประกัน
- ต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก
การเตือนของหน่วยงานกำกับดูแลสะท้อนถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมประกันภัยไทยกำลังเผชิญในปีนี้ แม้ว่าภาคประกันจะเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบการเงินที่มีความมั่นคงสูง แต่ปัจจัยภายนอกจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศกำลังสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเบี้ยประกัน บริษัทประกันอาจต้องปรับกลยุทธ์ทั้งด้านการตั้งราคาและการบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป
อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3264049/insurance-premium-growth-blunted-by-effect-of-war)



