ราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลงสู่ระดับ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในรอบนี้ หรือคิดเป็นราคาในประเทศประมาณ 66,000 บาทต่อบาท จากความกังวลเงินเฟ้อในสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

การปรับตัวลงของราคาทองคำสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังในตลาด หลังจากที่ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐแสดงสัญญาณเร่งตัวขึ้น กดดันให้เฟดต้องพิจารณานโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

ปัจจัยกดดันราคาทองคำ

ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ เนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่อย่างพันธบัตรรัฐบาล

  • ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐที่เร่งตัวขึ้นกดดันเฟดต้องปรับนโยบายการเงิน
  • ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งหลังปีเพิ่มต้นทุนการถือครองทองคำ
  • นักลงทุนอาจเลื่อนเงินไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่
  • ราคาทองในประเทศอาจปรับลงตามแนวโน้มตลาดโลก
  • ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ส่งผลต่อราคาทองคำโดยตรง

ผลกระทบต่อตลาดทองคำในประเทศ

หากราคาทองคำในตลาดโลกปรับลงสู่ระดับที่สมาคมค้าทองคำคาดการณ์ไว้ ราคาทองคำในประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยอาจปรับลงมาอยู่ที่ประมาณ 66,000 บาทต่อบาท ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งผู้ค้าทองคำและนักลงทุนที่ถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน

นักเทรดและนักลงทุนควรติดตามข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐและแถลงการณ์จากเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาทองคำในระยะข้างหน้า การบริหารความเสี่ยงและการกระจายพอร์ตการลงทุนจึงมีความสำคัญในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3262550/rising-inflation-fears-pressure-bullion-price)