ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังไม่คลี่คลาย โดยความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโลหะมีค่า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ ประธานบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ระบุว่าพลวัตของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดราคาทองคำให้ปรับตัวลงในรอบนี้ โดยคาดการณ์ว่าราคาทองคำในตลาดโลกอาจร่วงลงสู่ระดับ 3,500-3,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนในตลาดภายในประเทศอาจอ่อนค่าลงมาแตะระดับ 60,000 บาทต่อบาททองคำหนัก
น้ำมันพุ่งกระทบความเชื่อมั่นทองคำ
ปกติแล้วความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์มักผลักดันให้นักลงทุนหันมาพึ่งพาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แต่สถานการณ์ในครั้งนี้กลับแตกต่าง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางอาจต้องรักษานโยบายการเงินแบบเข้มงวดไว้นานขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้น
ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างราคาน้ำมันและทองคำในช่วงนี้สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก นักลงทุนหันไปจับตาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจกลับมาทวีความรุนแรงมากกว่าการแสวงหาที่หลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย
ปัจจัยกดดันราคาทองคำ
- ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงเกินคาดจากความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน
- ความกังวลเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
- ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้น
- นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน
- แรงซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไรลดลงท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด
แม้ตลาดทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมองว่าปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของทองคำยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบทบาทในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนและการเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของสกุลเงินหลัก นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสในการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3269615/gold-dips-amid-renewed-mideast-conflict)



