ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยเริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาสแรกของปี 2026 ตามรายงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยปริมาณการซื้อขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมูลค่าธุรกรรมยังคงล่าช้ากว่า ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร
แม้ตัวเลขปริมาณธุรกรรมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างจำนวนหน่วยที่ซื้อขายกับมูลค่ารวมของธุรกรรมชี้ให้เห็นว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่หันไปเลือกที่อยู่อาศัยในกลุ่มราคาต่ำกว่า หรือมีการต่อรองราคาที่เข้มข้นขึ้น สถานการณ์นี้สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายรายใหญ่
มาตรการกระตุ้นช่วยหนุนตลาด
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ตลาดที่อยู่อาศัยมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและผู้ซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของมาตรการเหล่านี้ยังจำกัดอยู่ในระดับปริมาณ ไม่ได้ช่วยยกระดับมูลค่าการซื้อขายโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะผู้ให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยรายใหญ่ของประเทศ มองว่าการฟื้นตัวของตลาดยังคงเปราะบาง และต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิด ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดในไตรมาสถัดไป
ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัย
- กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ทำให้เลือกซื้อบ้านในกลุ่มราคาต่ำกว่า
- มาตรการกระตุ้นของรัฐช่วยเพิ่มปริมาณธุรกรรม แต่ไม่ได้ยกระดับมูลค่ารวม
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายรายใหญ่
- ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นความกังวลสำคัญของสถาบันการเงิน
- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป
สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยไทยยังต้องใช้เวลา แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกในด้านปริมาณ แต่คุณภาพของการฟื้นตัวยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะสร้างความมั่นใจในระยะยาว การติดตามตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงินจะช่วยให้เข้าใจภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3261720/housing-demand-recovering-but-outlook-still-fragile)



