รัฐบาลไทยได้สูบฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 2.8 ล้านล้านบาทในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตามรายงานของกรมบัญชีกลาง ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมากกว่า 4% สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่ยังคงอยู่
การเร่งปล่อยงบประมาณในอัตราที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการคลังเชิงรุกที่มุ่งหวังให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนยังไม่ขยายตัวเต็มที่ตามคาด งบประมาณที่ปล่อยออกมาครอบคลุมทั้งรายจ่ายประจำ รายจ่ายลงทุน และโครงการพิเศษต่างๆ ที่รัฐบาลได้ริเริ่มขึ้น
ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
การอัดฉีดงบประมาณในวงเงินดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบในหลายมิติต่อเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การสร้างงาน การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ไปจนถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงติดตามว่าการใช้จ่ายของรัฐจะสามารถถ่ายทอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
- การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐอาจช่วยชดเชยความอ่อนแอของภาคเอกชน
- งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจในระยะกลาง
- การปล่อยงบเร็วขึ้นช่วยลดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ
- อาจส่งผลต่อวินัยการคลังหากไม่มีการจัดเก็บรายได้ที่เพียงพอ
- ค่าเงินบาทและตลาดพันธบัตรอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายการคลังที่ขยายตัว
มุมมองสำหรับนักลงทุน
สำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐเป็นสัญญาณที่ควรจับตา โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ ก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันนักเทรด forex ควรติดตามว่านโยบายการคลังที่ขยายตัวนี้จะส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินบาทอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
การที่รัฐบาลเร่งปล่อยงบประมาณในอัตราที่สูงขึ้นอาจเป็นดาบสองคม หากเศรษฐกิจตอบสนองได้ดี อาจนำไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น แต่หากการใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่สามารถกระตุ้นภาคเอกชนได้ อาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว นักลงทุนจึงควรติดตามตัวเลข GDP รายไตรมาสและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเป็นสำคัญ
อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3268033/b28tn-fuels-economy-in-first-eight-months-of-fiscal-year)



