นักเศรษฐศาสตร์ออกมาเตือนว่าภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้างระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งหลังของปี ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังคงอ่อนแอและธุรกิจขนาดเล็กในตลาดต่างจังหวัดกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและภายใน

สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ภาคการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ทำให้ความสามารถในการรับมือกับราคาที่สูงขึ้นมีจำกัด

ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในพื้นที่ต่างจังหวัดกำลังเผชิญความท้าทายด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งอาจทวีความรุนแรงขึ้นหากต้นทุนดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

  • ระยะเวลาของความขัดแย้างสหรัฐ-อิหร่านที่อาจยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง
  • ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง
  • กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแอ
  • ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจ SMEs ในต่างจังหวัด
  • ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญในช่วงนี้ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่สะท้อนแนวโน้มราคาในระยะยาว หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ธนาคารกลางต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเสถียรภาพราคา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนเงินกู้และการลงทุนในภาคธุรกิจ

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาและการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนจะเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและดัชนีราคาผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอจะช่วยในการวางแผนทางการเงินและการดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3258888/economists-stress-inflation-warning-for-thai-economy)