นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรียกร้องให้ไทยเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

ไพรพล กุมทรัพย์ นักเศรษฐศาสตร์และอดีตผู้ช่วยรัฐมันตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เจบปวดจากความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานโลก

ความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

การที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูงทำให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยการวางแผนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ

ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนเช่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
  • การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน
  • นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
  • การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
  • การปรับโครงสร้างภาษีและแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

สำหรับนักเทรดและนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของไทยอาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทพลังงานแบบดั้งเดิม ผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเป็นต้นทุนหลัก การติดตามนโยบายและแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินโอกาสการลงทุนในตลาดไทย อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3274580/analyst-urges-shift-away-from-fossil-fuels)