นักพยากรณ์อากาศเริ่มออกสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะนำมาซึ่งความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงกว่าปกติ นักวิเคราะห์ตลาดแนะนำให้นักลงทุนเริ่มพิจารณาปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบเชิงบวกจากสภาพอากาศผิดปกตินี้
El Niño เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในเรื่องของปริมาณฝนและอุณหภูมิ หากเกิดในระดับ Super จะมีความรุนแรงมากกว่าปกติและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท
ภาคส่วนที่อาจได้ประโยชน์
นักวิเคราะห์ชี้ว่าหลายอุตสาหกรรมอาจเห็นโอกาสทางธุรกิจจากสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำ การผลิตพลังงาน และสินค้าเกษตรบางชนิดที่ได้ประโยชน์จากสภาพอากาศแห้งแล้ง การคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวางกลยุทธ์การลงทุนระยะกลางถึงยาว
- ภาคเกษตรกรรม: พืชผลบางชนิดที่ต้านทานความแห้งแล้งได้ดีอาจมีราคาสูงขึ้น
- พลังงาน: ความต้องการไฟฟฟ้าเพื่อระบบทำความเย็นอาจเพิ่มขึ้นในช่วงคลื่นความร้อน
- สินค้าอุปโภคบริโภค: ความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดและเครื่องดื่มเย็นอาจขยายตัว
- เทคโนโลยีเกษตร: ระบบชลประทานและเทคโนโลยีประหยัดน้ำอาจได้รับความสนใจ
- ประกันภัย: เบี้ยประกันพืชผลและภัยธรรมชาติอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้จะมีโอกาสในบางภาคส่วน แต่นักลงทุนต้องระมัดระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพืชผลที่ไวต่อความชื้นเช่นข้าวและข้าวโพด ซึ่งอาจเผชิญกับผลผลิตลดลงและราคาพุ่งสูง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในวงกว้าง
การวางแผนการลงทุนในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงจากสภาพอากาศต้องอาศัยการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม นักลงทุนควรพิจารณาทั้งโอกาสและความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจปรับพอร์ต รวมถึงติดตามรายงานพยากรณ์อากาศจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ
อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3292794/investors-mull-el-niño-beneficiaries)



