ธนาคารดิจิทัลหรือ Virtual Bank ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาขาดทุนในช่วงระยะเวลาแรกของการดำเนินงาน ตามการประเมินจากบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร (KKPS) โดยสาเหตุหลักมาจากกรอบกฎระเบียบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้สำหรับการกำกับดูแลผู้ประกอบการในภาคธุรกิจนี้
ข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดส่งผลให้ธนาคารดิจิทัลต้องใช้เวลาในการสร้างฐานลูกค้าและสร้างรายได้ให้เติบโตได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรก ขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สูง การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดบริการทางการเงินดิจิทัลของไทยยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การทำกำไรในระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องท้าทาย
ปัจจัยกดดันผลประกอบการ
นักวิเคราะห์จาก KKPS ระบุว่าธนาคารดิจิทัลในไทยจะเผชิญกับอุปสรรคหลายประการที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกของการเปิดให้บริการ ความเข้มงวดของกฎระเบียบที่ต่างจากตลาดอื่นในภูมิภาคอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- กรอบกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดจำกัดการขยายตัวของธุรกิจในช่วงเริ่มต้น
- ต้นทุนการลงทุนในเทคโนโลยีและระบบรักษาความปลอดภัยสูง
- การแข่งขันที่รุนแรงจากธนาคารดั้งเดิมและผู้ให้บริการ Fintech
- ระยะเวลาในการสร้างฐานลูกค้าและความไว้วางใจใช้เวลานาน
- ข้อจำกัดด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถนำเสนอได้ในช่วงแรก
มุมมองระยะยาว
แม้จะมีความท้าทายในระยะสั้น แต่ธนาคารดิจิทัลยังคงมีโอกาสในการเติบโตในระยะยาวเมื่อสามารถสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ การเข้าสู่ตลาดของธนาคารดิจิทัลคาดว่าจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและนวัตกรรมในภาคการเงินไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในระยะยาว
นักลงทุนและผู้ที่สนใจในภาคการเงินดิจิทัลควรติดตามการพัฒนาของธนาคารดิจิทัลในไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้กรอบกฎระเบียบและความสามารถในการแข่งขันกับธนาคารดั้งเดิมที่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ผลประกอบการในช่วง 2-3 ปีแรกจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของศักยภาพในการเติบโตระยะยาวของธุรกิจนี้ อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3272534/thai-virtual-banks-expected-to-lose-money-in-early-years)



