ตลาดรถยนต์มือสองของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ยืดเยื้อ โดยคาดการณ์ว่าจะยังคงชะลอตัวตลอดปี 2026 สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มรถยนต์ใหม่ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีราคาเริ่มต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้บริโภคหันไปพิจารณารถใหม่แทนรถมือสอง

แนวโน้มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดยานยนต์ในภูมิภาค ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าการซื้อขายในตลาดรถมือสอง ผู้ประกอบการในธุรกิจรถมือสองจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป

ปัจจัยกดดันตลาดรถมือสอง

  • ราคารถยนต์ไฟฟ้าใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่องว่างราคากับรถมือสองแคบลง
  • การแข่งขันสูงในตลาดรถใหม่ ผู้ผลิตเสนอโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจ
  • ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกรถใหม่เพื่อรับประกันและเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า
  • มูลค่าของรถมือสองประเภท ICE ปรับตัวลดลงเร็วขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV
  • กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังสภาวะเศรษฐกิจชзамедление

การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้สร้างพลวัตใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายได้ปรับลดราคารถ EV เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ส่งผลให้ราคารถใหม่บางรุ่นใกล้เคียงกับรถมือสองที่มีอายุไม่กี่ปี สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ซื้อมีแนวโน้มเลือกรถใหม่ที่มาพร้อมการรับประกันและเทคโนโลยีล่าสุด

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน

ธุรกิจรถมือสองและผู้ให้สินเชื่อรถยนต์อาจเผชิญกับความผันผวนของมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกัน โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่อาจมีมูลค่าลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถาบันการเงินที่มีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์จำนวนมากอาจต้องปรับประมาณการมูลค่าหลักประกันและเพิ่มสำรองความเสี่ยง

สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มธุรกิจรถมือสองและสินเชื่อรถยนต์อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากแนวโน้มนี้ ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ EV ecosystem อาจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านของตลาด การติดตามตัวเลขยอดขายรถยนต์รายเดือนและอัตราการให้สินเชื่อรถยนต์จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินสุขภาพของภาคธุรกิจนี้

อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/motoring/3267998/used-car-sales-to-stay-stagnant-in-2026)