กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่าบัญชีเดินสะพัดของไทยจะขาดดุลประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่สอง ก่อนที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยหลักมาจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง

การคาดการณ์นี้สะท้อนความท้าทายระยะสั้นที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในด้านดุลการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งบัญชีเดินสะพัดถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่แสดงถึงความสมดุลระหว่างการส่งออก-นำเข้าสินค้าและบริการ รวมถึงกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ

ปัจจัยกดดันบัญชีเดินสะพัด

แม้ว่า KKP จะไม่ได้ระบุรายละเอียดปัจจัยเฉพาะที่กดดันบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสที่สอง แต่โดยทั่วไปการขาดดุลในบัญชีนี้มักเกิดจากมูลค่าการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออก โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่มีราคาสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและดุลการค้า

แนวโน้มฟื้นตัวครึ่งหลังปี

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินมองว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานของประเทศ และส่งผลบวกต่อดุลการค้าโดยรวม

การฟื้นตัวของบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งหลังปีอาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำคัญของไทย การคาดการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

  • บัญชีเดินสะพัดคาดขาดดุล 2% ของ GDP ในไตรมาส 2
  • ราคาน้ำมันโลกที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนนำเข้าพลังงาน
  • แนวโน้มฟื้นตัวในครึ่งหลังปีจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น
  • ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

นักเทรดควรติดตามข้อมูลบัญชีเดินสะพัดที่จะเผยแพร่ในไตรมาสนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขที่แท้จริงอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของค่าเงินบาทและนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะต่อไป การคาดการณ์จาก KKP สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังแต่ยังคงมองโลกในแง่ดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3267948/kkp-sees-2-current-account-deficit-in-q2)