Fitch Ratings ออกมาประเมินว่าแนวโน้มภาคธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2026 มีแนวโน้มแย่ลง แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบ (D-SIBs) ทั้ง 6 แห่งจะยังคงสามารถสร้างผลกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปีนี้ก็ตาม การประเมินครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารในระยะข้างหน้า

ปัจจัยกดดันภาคธนาคาร

สถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลกชี้ให้เห็นว่า แม้ตัวเลขกำไรในช่วงต้นปีจะยังดูน่าพอใจ แต่มีปัจจัยหลายประการที่อาจกดดันผลประกอบการของธนาคารไทยในช่วงที่เหลือของปี ความท้าทายเหล่านี้ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพสินเชื่อ สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ย และแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาด

ธนาคารที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม D-SIBs ของไทยประกอบด้วยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม การที่สถาบันเหล่านี้ยังทำกำไรได้ดีในไตรมาสแรกแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในระยะสั้น แต่ Fitch เตือนว่าแนวโน้มในระยะกลางถึงยาวอาจไม่สดใสเท่า

ผลกระทบต่อนักลงทุนและตลาด

  • ความเชื่อมั่นต่อหุ้นกลุ่มธนาคารอาจได้รับผลกระทบจากมุมมองเชิงลบของ Fitch
  • ต้นทุนการระดมทุนของธนาคารอาจเพิ่มขึ้นหากอันดับเครดิตถูกปรับลด
  • นักลงทุนต่างชาติอาจปรับพอร์ตลงทุนในภาคการเงินไทย
  • ธนาคารอาจต้องเพิ่มสำรองหนี้เสียมากขึ้นส่งผลกระทบต่อกำไร
  • การแข่งขันในตลาดสินเชื่ออาจทวีความรุนแรงขึ้นเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด

การประเมินของ Fitch Ratings มีน้ำหนักสำคัญต่อตลาดการเงินไทย เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำระดับโลก นักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในตลาดมักใช้การประเมินเหล่านี้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติที่มีเงื่อนไขการลงทุนผูกกับอันดับเครดิต

ธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชзамедตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิดอกเบี้ย (NIM) ถูกกดดัน ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในเทคโนโลยี

อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3247504/fitch-has-dour-view-for-thai-banks)