รัฐบาลไทยกำลังผลักดันให้ดาต้าเซ็นเตอร์และรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเสาหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะถัดไป หลังจากที่อุตสาหกรรมส่งออกแบบดั้งเดิมเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาค อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์และผู้ประกอบการเริ่มตั้งคำถามว่ากลยุทธ์นี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน
ต้นทุนพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเป็นอุปสรรค
ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลในการดำเนินงาน และค่าไฟฟ้าของไทยอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก็เผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญจากต่างประเทศ
นอกจากนี้โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และระบบขนส่งของไทยยังต้องการการปรับปรุงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ต้องใช้งบประมาณสูง และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลตอบแทน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าภาคเอกชนจะมีความเต็มใจลงทุนในระดับที่จำเป็นหรือไม่
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของยุทธศาสตร์
- ราคาพลังงานไฟฟ้าที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
- การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศสำหรับชิ้นส่วนอีวีและอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์
- มาตรการจูงใจทางภาษีและสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
- โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการขนส่งที่ทันสมัย
- บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางในจำนวนเพียงพอ
แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ รัฐบาลยังคงมองว่าทั้งสองอุตสาหกรรมมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างงานคุณภาพสูง โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศต่างๆ กำลังมองหาทางเลือกในการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ไทยมีโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางภูมิภาคได้หากสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างต้นทุนได้
ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว นักวิเคราะห์ตลาดแนะนำให้ติดตามนโยบายสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมและการลงทุนจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณความเชื่อมั่น อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3281650/high-costs-higher-hopes)



