สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) ออกมาเตือนว่าราคาอาหารสำเร็จรูปในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะข้างหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบและผักบางชนิดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการภาคอาหาร

การปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบสะท้อนถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง ผู้ประกอบการหลายรายอาจต้องพิจารณาปรับราคาขายเพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ปัจจัยกดดันราคาอาหาร

  • ราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น
  • ราคาผักบางชนิดเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน
  • ต้นทุนการผลิตโดยรวมของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
  • แรงกดดันเงินเฟ้อในห่วงโซ่อุปทานอาหาร

การเคลื่อนไหวของราคาอาหารสำเร็จรูปถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของอัตราเงินเฟ้อในประเทศ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านอาหารเป็นสัดส่วนสำคัญในตะกร้าสินค้าที่ใช้คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หากราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นักลงทุนและผู้ติดตามตลาดควรจับตาดูตัวเลข CPI ในเดือนถัดไป เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อที่เกินเป้าหมายอาจนำไปสู่การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและการลงทุนในภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงตลาดสินทรัพย์

สำหรับผู้บริโภค การเตรียมพร้อมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ภาครัฐอาจต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการที่เหมาะสมหากราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3297142/office-says-prepared-food-prices-expected-to-increase)