ราคาน้ำมันในประเทศไทยคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มปรับตัวลงแล้วก็ตาม สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านในวันศุกร์นี้ เพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเกือบสี่เดือน
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ benchmark ระดับโลกจะเริ่มผ่อนคลาย แต่ราคาปลีกภายในประเทศไทยยังไม่สามารถปรับลดได้ทันที เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาในตลาดภายในประเทศ ซึ่งแตกต่างจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดโลก
ปัจจัยกดดันราคาน้ำมันในประเทศ
การที่ราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงสูงนั้นมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบโลกเพียงอย่างเดียว โครงสร้างต้นทุนและกลไกการกำหนดราคาภายในประเทศมีบทบาทสำคัญต่อระดับราคาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญ
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลง แต่ยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อราคาปลีกในประเทศ
- ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านอาจช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- โครงสร้างต้นทุนและกลไกการกำหนดราคาภายในประเทศส่งผลต่อราคาปลีก
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์มีผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้า
- คาดการณ์ราคาจะเริ่มปรับตัวลงได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค
ราคาเชื้อเพลิงที่ยังคงอยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินชีวิตและต้นทุนการผลิตในภาคธุรกิจ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
นักวิเคราะห์มองว่าการที่ราคาน้ำมันในประเทศยังคงสูงจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันเงินเฟ้อและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย อย่างไรก็ตาม หากข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถลดความเสี่ยงด้านอุปทานได้ ราคาน้ำมันโลกอาจมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาในประเทศในระยะยาว
อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3271381/thai-fuel-prices-to-stay-high-until-q4)



