อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าขนส่งแร่เหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเหล็กกล้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กในขณะนี้มาจากหลายด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและค่าโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตเหล็กไทย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่เหล็กจากต่างประเทศเป็นหลัก

ปัจจัยกดดันต้นทุนการผลิต

  • ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนขนส่งทางเรือ
  • ค่าไฟฟ้าในกระบวนการหลอมเหล็กเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน
  • ต้นทุนการนำเข้าแร่เหล็กซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้น
  • ค่าโลจิสติกส์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นตามราคาเชื้อเพลิง
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตในช่วงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความต้องการเหล็กในตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้ผลิตเหล็กไทยไม่สามารถปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์นี้กดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเหล็กทั้งระบบ

ผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงกับหลายอุตสาหกรรมตั้งแต่ก่อสร้าง ยานยนต์ ไปจนถึงเครื่องจักรกล การที่ต้นทุนการผลิตเหล็กเพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบ อาจทำให้ต้นทุนโครงการก่อสร้างและการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

นักวิเคราะห์ตลาดมองว่าผู้ผลิตเหล็กไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การเจรจาต่อรองราคาวัตถุดิบ และการพิจารณาแหล่งนำเข้าทางเลือกที่มีต้นทุนการขนส่งต่ำกว่า ขณะเดียวกันภาครัฐอาจต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่สำคัญนี้

อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3244680/rising-oil-power-costs-weigh-on-steel)