ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในไทยกำลังออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเข้มงวดมาตรการควบคุมเหล็กที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเตาหลอมเหนี่ยวนำ (Induction Furnace: IF) โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ หลังพบปัญหาคุณภาพไม่สม่ำเสมอที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ
ประเด็นนี้สะท้อนความกังวลของภาคการผลิตเหล็กไทยที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ซึ่งแม้จะมีต้นทุนต่ำกว่า แต่อาจมีคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความทนทาน การเข้ามาของเหล็กเหล่านี้ไม่เพียงกดดันราคาในตลาดภายในประเทศ แต่ยังอาจสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานและอาคารที่ใช้วัสดุดังกล่าว
ความแตกต่างของเทคโนโลยีการผลิต
เทคโนโลยีเตาหลอมเหนี่ยวนำเป็นกระบวนการผลิตเหล็กที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการหลอมเหล็กเก่ามาผลิตใหม่ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้เตาถลุงแบบ Basic Oxygen Furnace (BOF) หรือ Electric Arc Furnace (EAF) ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของเทคโนโลยี IF คือการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและคุณภาพของเหล็กที่ยากกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอน้อยกว่า
ผู้ผลิตเหล็กในประเทศระบุว่าเหล็กที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี IF จากต่างประเทศบางส่วนไม่ผ่านมาตรฐานที่เข้มงวดเท่ากับที่ใช้ในไทย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านความแข็งแรง ความทนทาน และความปลอดภัยของโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หรืออาคารสูง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและตลาด
- การแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าราคาถูกกดดันผู้ผลิตในประเทศ
- ความเสี่ยงด้านคุณภาพอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้าง
- ศักยภาพการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมเหล็กไทยอาจลดลงหากผู้ผลิตต้องปิดกิจการ
- ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กคุณภาพสูงในตลาดภูมิภาคอาจลดลง
- ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของห่วงโซ่อุปทานเหล็กในประเทศอาจได้รับผลกระทบ
การเรียกร้องของผู้ผลิตเหล็กในครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเสรีทางการค้ากับการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและความปลอดภัยของผู้บริโภค มาตรการที่อาจพิจารณาได้แก่ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดสำหรับเหล็กนำเข้า การตรวจสอบใบรับรองคุณภาพอย่างเข้มงวด หรือการพิจารณามาตรการกีดกันทางการค้าที่เหมาะสม หากพบว่ามีการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนจากรัฐบาลต้นทาง
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานก่อสร้างและอุตสาหกรรมเหล็ก การติดตามพัฒนาการของนโยบายการค้าในภาคส่วนนี้จะมีความสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบ ราคาตลาด และโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรม การปรับตัวล่วงหน้าและการเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจในระยะยาว อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3292209/steel-makers-sound-alarm-on-cheap-imports)



