อุตสาหกรรมประกันชีวิตของไทยคาดว่าจะรักษาการเติบโตได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังมีความไม่แน่นอนและกำลังซื้อของครัวเรือนอ่อนแอลง สมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) ระบุว่าแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการคุ้มครองด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การวางแผนเกษียณอายุ และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบเชื่อมโยงการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

ปัจจัยหนุนการเติบโตของตลาดประกันชีวิต

แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะท้าทาย แต่อุตสาหกรรมประกันชีวิตยังคงมีปัจจัยบวกที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเสี่ยงมากขึ้นหลังสถานการณ์โรคระบาดในอดีต ขณะเดียวกันสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นก็สร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านการวางแผนเกษียญและสุขภาพระยะยาว

  • ความต้องการคุ้มครองสุขภาพเพิ่มขึ้นจากความตระหนักรู้ด้านสุขภาพที่สูงขึ้น
  • การวางแผนเกษียญอายุกลายเป็นความจำเป็นมากขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ
  • ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบเชื่อมโยงการลงทุนตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนและการคุ้มครอง
  • กำลังซื้อครัวเรือนที่อ่อนแออาจกดดันเบี้ยประกันเฉลี่ยต่อกรมธรรม์
  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลื่อนการตัดสินใจซื้อประกัน

ผลกระทบต่อภาคการเงินและตลาดทุน

การเติบโตของอุตสาหกรรมประกันชีวิตมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทย เนื่องจากบริษัทประกันชีวิตเป็นนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น เงินลงทุนจากเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นจะไหลเข้าสู่ตลาดทุน ช่วยสนับสนุนสภาพคล่องและเสถียรภาพของตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่มีความผันผวนสูง

สำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ การติดตามสุขภาพของอุตสาหกรรมประกันชีวิตสามารถเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทิศทางการใช้จ่ายในระยะยาวได้ หากอุตสาหกรรมเติบโตตามคาด แสดงว่าผู้บริโภคยังมีความมั่นใจพอที่จะวางแผนทางการเงินระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม แม้ว่ากำลังซื้อระยะสั้นจะอ่อนแอก็ตาม

อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3297387/life-segment-poised-for-steady-growth-in-h2)