สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ออกมาเตือนถึงสัญญาณความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย หากภาวะ 'ดุลการคลังขาดดุล' (Dual Deficit) ยังคงดำเนินต่อไปอีก 3-5 ปี อาจส่งผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และลดโมเมนตัมการเติบโตของประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดุลการคลังขาดดุลหมายถึงสถานการณ์ที่ทั้งงบประมาณการคลังและบัญชีเดินสะพัดของประเทศเกิดการขาดดุลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการใช้จ่ายของภาครัฐที่เกินรายรับและการนำเข้าสินค้าบริการที่มากกว่าการส่งออก

ความเสี่ยงต่อรากฐานเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์จาก TDRI ระบุว่าหากภาวะนี้ยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 3-5 ปี จะเริ่มกัดกร่อนรากฐานที่ค้ำจุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงินบาท การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ และการลดลงของความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดุลการคลังขาดดุลกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างคือระยะเวลาที่ยืดเยื้อ เนื่องจากการขาดดุลในระยะสั้นอาจเป็นเรื่องปกติในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี จะสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่า

ผลกระทบต่อโมเมนตัมการเติบโต

  • การอ่อนค่าของค่าเงินบาทอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและกดดันเงินเฟ้อ
  • หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดพื้นที่การคลังสำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอาจลดลง ส่งผลต่อการไหลเข้าของเงินทุน
  • ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอาจถูกบั่นทอนในระยะยาว
  • โมเมนตัมการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจชзамедลงจากระดับศักยภาพ

การเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงหลังวิกฤตโควิด-19 แรงกดดันจากเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อทั้งบัญชีเดินสะพัดและการบริหารงบประมาณของรัฐบาล

สำหรับนักเทรดและนักลงทุน การติดตามตัวเลขดุลการคลังและบัญชีเดินสะพัดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางของค่าเงินบาทและตลาดการเงินไทยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแนวโน้มการขาดดุลยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายไตรมาส อ้างอิง: Bangkok Post