บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ซึ่งเป็นแขนงธุรกิจนายหน้าของกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่าพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารดิจิทัล 3 แห่งในประเทศไทยจะเติบโตไปถึง 200,000 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5-6 ปีข้างหน้า การคาดการณ์นี้สะท้อนถึงศักยภาพการขยายตัวของระบบธนาคารรูปแบบใหม่ในตลาดการเงินไทย
ความท้าทายด้านการเติบโตและผลกำไร
แม้จะมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ แต่ธนาคารดิจิทัลทั้ง 3 แห่งยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการสร้างการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร ธนาคารเหล่านี้จำเป็นต้องพิสูจน์ความสามารถในการแข่งขันกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่มีฐานลูกค้าและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ธนาคารดิจิทัลในไทยเปิดให้บริการด้วยโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยเน้นการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด ไม่มีสาขาจริง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานแต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความไว้วางใจและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าบางส่วน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโต
- การแข่งขันที่รุนแรงจากธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิมที่เริ่มพัฒนาบริการดิจิทัล
- ความท้าทายในการสร้างฐานลูกค้าและความไว้วางใจในแบรนด์ใหม่
- ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ความจำเป็นในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
- การบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อในช่วงเริ่มต้นดำเนินการ
การประเมินของ KKPS ชี้ให้เห็นว่าธนาคารดิจิทัลในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และจะต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและสามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืน ตัวเลขพอร์ตสินเชื่อ 200,000 ล้านบาทที่คาดการณ์ไว้จะเป็นการทดสอบความสามารถในการขยายธุรกิจของธนาคารเหล่านี้อย่างแท้จริง
นักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในตลาดการเงินควรติดตามพัฒนาการของธนาคารดิจิทัลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโมเดลธุรกิจนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของอุตสาหกรรมการเงินไทยในระยะยาว อ้างอิง: [Bangkok Post Business](https://www.bangkokpost.com/business/investment/3282677/brokerage-virtual-banks-face-growth-profitability-tests)



