ตลาดทองคำเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดประมาณการราคาในปีนี้ หลังจากที่นักวิเคราะห์และผู้ค้าทองคำชี้ว่าเป้าหมายเดิมที่ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์อาจไม่สามารถทำได้ตามคาด สาเหตุหลักมาจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงครามทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะลดอัตราดอกเบี้ยลดน้อยลง โดยเฉพาะหลังการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางยังไม่คืบหน้า

เงินเฟ้อสงครามเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน

ผู้ค้าทองคำและสกุลเงินระบุว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น กดดันให้เงินเฟ้อในหลายประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง สถานการณ์นี้บังคับให้ธนาคารกลางต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าเศรษฐกิจบางส่วนจะเริ่มชзамедลตัวลง

การที่ธนาคารกลางชะลอการปรับลดดอกเบี้ยส่งผลกระทบโดยตรงต่อทองคำ เนื่องจากสินทรัพย์ปลอดภัยนี้ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยยังคงสูง ต้นทุนเสียโอกาสในการถือครองทองคำจึงเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแทน

ปัจจัยกดดันราคาทองคำในปัจจุบัน

  • การเจรจาสันติภาพตะวันออกกลางไม่คืบหน้า ทำให้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ
  • เงินเฟ้อจากสงครามกดดันให้ธนาคารกลางรักษาดอกเบี้ยสูง
  • ต้นทุนเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน
  • ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางถูกเลื่อนออกไป
  • ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์กระทบต่อความเชื่อมั่นตลาด

แม้ว่าทองคำจะยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่การที่ธนาคารกลางไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ตามที่ตลาดคาดหวังไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้แรงหนุนด้านราคาลดลง นักวิเคราะห์จึงต้องปรับลดประมาณการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

นักเทรดควรติดตามการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักอย่างใกล้ชิด รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากปัจจัยทั้งสองจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาทองคำในระยะข้างหน้า การบริหารความเสี่ยงและการกระจายพอร์ตการลงทุนยังคงมีความสำคัญในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/investment/3245914/gold-outlook-stalls-amid-war-inflation)