ศูนย์วิจัย SCB Economic Intelligence Center (EIC) ภายใต้ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าต้นทุนพลังงานจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีสัญญาณคลี่คลายลงก็ตาม การคาดการณ์นี้สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก

แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มลดลง แต่ราคาพลังงานยังคงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยโครงสร้างตลาดที่ซับซ้อน ทั้งนโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC และความต้องการพลังงานที่ฟื้นตัวในเศรษฐกิจหลักทั่วโลก สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายต่อธนาคารกลางในการบริหารนโยบายการเงินให้สมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังปี

  • ราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลาย
  • นโยบายการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC ที่ยังคงจำกัดปริมาณ
  • ความต้องการพลังงานที่ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก
  • ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาเชื้อเพลิง
  • ผลกระทบทางอ้อมต่อราคาสินค้าและบริการในหลายภาคส่วน

การประเมินของ SCB EIC ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนและผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อและอัตรากำไร โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงานสูง เช่น การผลิต การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ขณะที่ผู้บริโภคอาจเผชิญกับราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นตามลำดับ

สำหรับนักเทรดในตลาด Forex และสินค้าโภคภัณฑ์ การติดตามข้อมูลเงินเฟ้อและราคาพลังงานจะเป็นสัญญาณสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินและสินทรัพย์ทางการเงินในช่วงครึ่งปีหลัง อ้างอิง: [Bangkok Post](https://www.bangkokpost.com/business/general/3275714/energy-to-pressure-inflation-in-h2)