คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (NEPC) กำหนดประชุมในวันพุธที่ 28 เมษายน 2026 เพื่อพิจารณาแผนการเพิ่มการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ของครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าระบบ

เป้าหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าเอง

แผนการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นให้ครัวเรือนและสถานประกอบการหันมาลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือพื้นที่ว่างของตนเอง การเพิ่มอัตราการรับซื้อหรือปรับปรุงเงื่อนไขการซื้อขายไฟฟ้าอาจช่วยลดระยะเวลาคืนทุนของการลงทุนระบบโซลาร์ ทำให้น่าสนใจมากขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป

การประชุมครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางนโยบายพลังงานสะอาดของไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะในบริบทที่หลายประเทศกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากมีการอนุมัติแผนนี้ อาจส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในด้านการผลิตอุปกรณ์และการติดตั้งระบบ

ผลกระทบต่อตลาดและภาคธุรกิจ

  • ภาคพลังงานหมุนเวียนอาจได้รับแรงหนุนจากนโยบายใหม่ ส่งผลบวกต่อบริษัทผู้ผลิตและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์
  • ค่าไฟฟ้าของครัวเรือนและธุรกิจที่ติดตั้งระบบอาจลดลงในระยะยาว หากอัตราการรับซื้อคืนเป็นที่น่าพอใจ
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดอาจเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายลดคาร์บอนของประเทศ
  • ภาคการเงินอาจเห็นโอกาสในการให้สินเชื่อสำหรับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แก่ผู้บริโภค
  • ผู้ประกอบการค้าปลีกพลังงานแบบดั้งเดิมอาจต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาด

นักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคพลังงานควรติดตามผลการประชุมของ NEPC อย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายละเอียดของแผนการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ รวมถึงอัตราการจ่ายเงินและเงื่อนไขต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความน่าสนใจของการลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานมักส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่อุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน อ้างอิง: Bangkok Post (https://www.bangkokpost.com/business/general/3245274/officials-set-to-consider-increasing-solar-purchases)